ถามเกี่ยวกับสายอากาศยากิ
1.ควรพยายามยกเสาอากาศในย่าน  VHF/UHF ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ติดต่อ DX ได้ดีที่สุด?
  โดยหลักการพื้นฐานแล้ว ข้อความนี้ถูกต้อง เพราะยิ่งสายอากาศสูงมากขึ้น ก็จะยิ่งพ้นสิ่งกีดขวางระหว่างทาง และมีโอกาสสูงพ้นความโค้งของผิวโลกที่มาบดบังสายอากาศของคู่สถานีได้ดีขึ้น และระยะการติดต่อโดยทั่วไปดีขึ้น
      อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่สูงเกินไปแล้วอาจให้ผลในแง่ลบกับการติดต่อที่เป็น DX ที่ไกลมากๆ เช่น ถ้าคุณโชคดีมีโอกาศตั้งสถานีอยู่บนยอดเขาสูงและไม่มีสิ่งกีดขวางโดยรอบบริเวณเลย การยกสายอากาศสูงขึ้นจากพื้นดินขึ้นอีกมากกว่า 3แลนด้า ถึง 5 แลนด้า จะให้ผลดีขึ้นน้อยมาก เพราะอยู่บนเขาสูงอยู่แล้ว แต่มีสายอากาศถูกยกสูงขึ้น ทำให้พื้นดินมีผลกระทบต่อการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศลดลงมุมเงยของสายอากาศจึงลดลง (ตามปกติสำหรับเสาอากาศที่มีมุมเงยในระนาบดิ่งเป็นศูนย์องศา ถ้าตั้งสูงจากพื้นดินประมาณ 5 แลนด้า จะได้รับผลกระทบจากพื้นดินทำให้มีมุมเงยเกิดขึ้นประมาณ 3 องศา)
การที่มุมเงยลดลงนี้ ทำให้รับสัญญาณ DX ไกลมากๆ ที่สะท้อนมาจากท้องฟ้าได้ลดน้อยลง สัญญาณสะท้อนเหล่านี้อาจผ่านมาจากชั้นบรรยากาศ F2 (สูงกว่าพื้นโลกประมาณ 250 ถึง 400 กิโลเมตร) หรือสะท้อนผ่านปรากฎการณ์ sporadic E (ปรากฎการณ์ที่เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นอย่างมากมายผิดปกติในชั้นบรรยากาศ E ซึ่งสูงกว่าพื้นโลกประมาณ 100 กโลเมตร) หรือสะท้อนผ่าน aurora (บางทีเรียกว่า แสงพุ่งเหนือ หรือแสงพุ่งใต้ เป็นปรากฎการณ์ที่อนุภาคไฟฟ้าขนาดเล็กที่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ถูกปฏิกิริยาจากสนามแม่เหล็กโลกจากบริเวณขั้วโลก ทำให้เส้อนทางเดินของมันเบี่ยงเบนไปและเกิดการแตกตัวของประจุไฟฟ้าขึ้นอย่างมากมายที่บริเวณขั้วโลก ตามปกติเมื่อเกิด aurora ก็จะเกิดพายุแม่เหล็กด้วย ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อคลื่นวิทยุ) ดังนั้นนักวิทยุสมัครเล่นหลายคนจึงพบว่าสายอากาศที่เตี้ยกว่ากลับรัลสัญญาณ DX ที่ไกลมากๆ ได้พอๆ กับหรือดีกว่าสายอากาศแบบเดียวกันที่ติดอยู่สงกว่ามาก หลายรายพบว่ารับสัญญาณ DX ที่ไกลมากๆ จะดีที่สุดเมื่อลองยกสายอากาศทิศทางให้เงยขึ้นหลายองศา และหลายรายพบว่าสายอากาศทิศทางที่มีอัตราขยายน้อยกว่ามักจะรับสัญญาณ DX ที่ไกลมากๆ ได้ดีกว่าสายอากาศที่อัตราขยายสูงกว่ามาก (เพราะสายอากาศที่มีอัตราขยายสูงมาก มักจะมีความกว้างลำคลื่นในระนาบดิ่ง แคบกว่าสายอากาศในลักษณะเดียวกันที่มีอัตราขยายน้อยกว่า)
นอกจากนั้น การยกสายอากาศให้สูงขึ้น มักจะต้องใช้สายนำสัญญาณยาวขึ้นด้วย ยิ่งสายนำสัญญาณยาวขึ้นการสูญเสียสัญญาณในสายก็จะยิ่งมากขึ้น จึงขึ้นอยู่กับว่าสัญญาณที่รับได้มากขึ้น เนื่องจากการยกสายอากาศให้สูงขึ้น จะมากกว่าการสูญเสียสัญาณในสายที่เพิ่มขึ้นนี้หรือไม่ สำหรับย่าน  VHF ยังไม่มีปัญหาเท่าไรนัก แต่สำหรับย่าน UHF และย่านไมโครเวฟ (ย่านความถี่สูงกว่า 1GHz) แล้ว ปัญหานี้จะชัดเจนขึ้นเพราะยิ่งความถี่สูงขึ้น การสูญเสียในสายก็จะสูงขึ้นอีก อย่างเช่น ถ้ายกสายอากาศให้สูงขึ้นอีก 15 เมตร อาจทำให้อัตราขยายเนื่องจากความสูงเพิ่มขึ้น 1 dB แต่กลับเกิดการสูญเสียสัญญาณที่ยาวขึ้นนี้อีก 2 dB ดังนั้น สุทธิแล้วกลับมาทำให้อัตราขยายของทั้งระบบลดลง
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีข้อแนะนำสำหรับชาว VHF/UHF ว่า จงยกสายอากาศให้สูงมากพอที่จะพ้นสิ่งกีดขวางบริเวณนั้น แล้วก็พอแค่นั้น! ในหนังสือ VHF/UHF Manual ของสมาคมวิทยุสมัครเล่นของอังกฤษ (RSGB) เคยให้ความเห็นเป็นแนวทางขั้นต้นว่า สายอากาศควรสูงประมาณ 12 เมตร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือว่าสูงพ้นชั้นของคลื่นรบกวนจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และชั้นการเปลี่ยนแปลงสัญญาณไปมาเนื่องจากชั้นความร้อนเหนืออาคารบ้านเรือน (ในอังกฤษ) แล้ว
   
2. อัตราขยายของสายอากาศยากิถูกกำหนดโดยจำนวนของอีลีเมนต์?
  ข้อความนี้ผิด
  อัตราขยายของสายอากาศยากิจะขึ้นกับความยาวของบูมเป็นหลัก จำนวนของไดเร็กเตอร์ และตำแหน่งองไดเร็กเตอร์บนตัวบูม จะเป็นองค์ประกอบรองที่จะบอกว่าความยาวบูมนั้นๆ จะได้อัตราขยายเท่าไรมีแถบความถี่ใช้งาน มีรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นอย่างไร อย่างเช่น สายอากาศยากิต้นหนึ่งมี 15 อีลีเมนต์ มีความยาวบูมเป็น 4.2 แลนด้า อาจมีอัตราขยายน้อยกว่าอีกต้นหนึ่งซึ่งมี 13 อีลีเมนต์ และมีความยาวบูม 3.2 แลนด้า ในรูปที่ 1 เป็นกราฟแสดงอัตราขยายสูงสุดที่เป็นไปได้ของสายอากาศยากิแบบธรรมดาต้นเดียวสำหรับความยาวบูม(ซึ่งแสดงความยาวเป็นหน่วยของความยาวคลื่น) ต่างๆ กัน ซึ่งเป็นผลการวิเคราะห์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเดนมาร์ก อัตราขยายที่แสดงมีทั้งเป็นหน่วย dB เทียบกับสายอากาศไดโพลและสายอากาศไอโซทรอปิก อย่างเช่น สายอากาศยากิที่มีความยาวบูม 5 แลนด้า จะมีอัตราขยายสูงสุดประมาณ 15.3 dBd หรือ 17.45 dBj ขอให้สังเกตด้วยว่าอัตราขยายจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.2 dB ทุกครั้งที่ความยาวบูมเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในทางปฏิบัติยังไม่เคยมีผู้ใดยืนยันว่าการออกแบบสายอากาศยากิให้มีอัตราขยายได้สูงกว่าในกราฟนี้เลย จากการรวบรวมข้อมูลการทดสอบที่เชื่อถือได้พบว่าส่วนใหญ่จะได้กว่าในกราฟประมาณ 0.5 ถึง 1.2 dB ดังนั้นถ้าคุณทำได้ใกล้เคียงกับกราฟถึง 0.5 dB ก้ต้องนับว่าสายอากาศยากิต้นนั้นดีเยี่ยม และคุณโชคดีมาก!
 
3. ที่ความยาวบูมเท่ากัน การเพิ่มไดเร็กเตอร์สามารถเพิ่มแถบความถี่ใช้งาน และปรับปรุงรูปแบบการกระจายคลื่นให้สวยขึ้น ?
  ข้อความนี้จริง
  จากการวิเคราะห์ของนักออกแบบสายอากาศหลายรายพบว่าในแต่ละความยาวบูมจะต้องการอีลีเมนต์น้อยที่สุดจำนวนหนึ่งจึงจะได้อัตราขยายระดับหนึ่งแต่รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นอาจแย่ เช่น มีลำคลื่นด้านข้าง (side lobe) เยอะ มีอัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลัง (front to back ratio) ต่ำ และ/หรือมีแถบความถี่ใช้งานแคบ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเพิ่มไดเร็กเตอร์เข้าไปเพื่อปรับปรุงรูปแบบการกกระจายคลื่นให้ดีขึ้น และเพิ่มแถบความถี่ใช้งานให้กว้างขึ้นบางคนอาจสงสัยว่า ทำไมจึงต้องเพิ่มแถบความถี่ใช้งาน เพราะเรามักใช้งานสายอากาศยากิในช่วงความถี่แคบๆ อยู่แล้ว ? เหตุผลคือ ถ้าแถบความถี่ใช้งานกว้างขึ้น จะทำให้การสร้างง่ายขึ้น ไม่ต้องมาพิถีพิถันกับระยะและความยาวมากนัก และรูปแบบการกระจายคลื่นก็จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อโครงสร้างบางส่วนเปลี่ยนไป เช่น มีบางอีลีเมนต์หลวมหรือหักไป เป็นต้น
    
4. สายอากาศยากิที่มีอัตราขยายสูงมักจะมีอัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังดี ?
  ข้อความนี้ไม่จริงเสมอไป
 

เพราะอัตราขยายสูงสุดมักจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังสูงที่สุดสำหรับความยาวบูม หนึ่งๆ นั้น หมายความว่า บ่อยครั้งที่เราต้องลดความต้องการบางอย่างลงบ้าง เพื่อคงให้บางคุณสมบัติยังดีพอที่จะยอมรับได้ แต่ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์คุณสมบัติของสายอากาศยากิ พบว่าที่บางความยาวบูมนั้นสามารถให้อัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังสูง พร้อมๆ กับได้อัตราขยายดีพอสมควร สำหรับความยาวบูมปานกลาง (น้อยกว่า 2 แลนด้า) แล้ว มักจะนิยมออกแบบความยาวบูมให้เป็นจำนวนเท่าเลขคี่ของ ? แลนด้า (เช่น 1/4 ,3/4,  5/4 แลนด้า เป็นต้น) เพื่อให้ได้อัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังดี รูปที่ 2 แสดงผลการวิเคราะห์ที่ นายโจ ไรเสิรต์ (W1JR) ได้ศึกษาการออกแบบสายอากาศยากิของ  ดร. กุนเธอร์ ฮอก (DL6WU)  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการออกแบบที่ดีที่สุดแบบหนึ่ง จะเห็นว่ามีบางความยาวบูมที่เหมาะสมที่ให้อัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังดีที่สุดและความยาวบูมเหล่านี้จะห่างกันประมาณ 2 แลนด้า (ยกเว้นสำหรับความยาวบูมที่ น้อยกว่า 2 แลนด้า) ถ้าออกแบบสายอากาศยากิโดยใช้ความยาวบูมเหล่านี้ ก็จะสามารถให้อัตราขยายได้สูงที่สุด โดยยังคงได้อัตราขยายด้านหน้าต่อด้านหลังสูงด้วย

   
5. ท่ออะลูมิเนียม (ท่อกลวง) และเส้นอะลูมิเนียม (ท่อตัน) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากันจะมีความยาวทางไฟฟ้าเท่ากัน ?
  ข้อความนี้ไม่จริง
  แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงสำหรับการออกแบบสร้างที่ความถี่ต่ำ เพราะความถี่ต่ำไม่ค่อยต้องพิถีพิถันเรื่องระยะต่างๆ เท่ากับย่านความถี่สูงอย่าง UHF จากผลการทดลองของนักวิทยุสมัครเล่นที่สร้างสายอากาศยากิตามแบบของสำนักงานมาตรฐานแห่งชาติของอเมริกา (NBS) พบว่าถ้าปลายของอีลีเมนต์ถูกตัดจนมองหน้าตัดเพี้ยนจากวงกลมเป็นรูปไข่แล้ว ความถี่เรโซแนนซ์จะสูงขึ้นเล็กน้อย จนต้องแนะนำให้เพิ่มความยาวทั้งหมดของแต่ละอีลีเมนต์อีก 0.4 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง (คือ เพิ่มปลายละ 0.2 เท่า) นายสตีฟ  โปวลิสเฮน (K1FO) ก็เคยพบปรากฎการณ์นี้เช่นกัน โดยพบว่าเพียงปลายของอีลีเมนต์ถูกลบมุม ก็มีผลทำให้ความถี่เรโซแนนซ์เลื่อนสูงขึ้นประมาณ 1 MHz สำหรับสายอากาศในย่าน  430 MHz ดังนั้น มีข้อแนะนำสำหรับนักสร้างสายอากาศย่านความถี่ที่ค่อนข้างสูงมาก ว่า หากไม่ได้ใช้ท่อตันในการสร้างอีลีเมนต์แล้ว ก็ควรหาใช้แบบท่อกลวงที่หนาพอที่จะตัดแล้วหน้าตัดไม่เบี้ยวผิดรูปไป ไม่ควรใช้ลูกยางมาหุ้มปลายอีลีเมนต์ เพราะจะทำให้ความยาวทางไฟฟ้าผิดไป ในกรณีที่ต้องการลดเสียงหวีดหวิวของลมที่ผ่านท่อกลวง ให้ใช้ซิลิโคนอุดปิดปลายอีลีเมนต์ และเมื่อสร้างเสร็จควรตรวจสอบความถี่เรโซแนนซ์ด้วยว่าผิดเพี้ยนไปจากเดิมที่ต้องการหรือไม
   
6. อีลีเมนต์ไม่สัมผัสบูม จะใช้งานได้ดีกว่าแบบที่สัมผัสบูมทางไฟฟ้า ?
  ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง
  เพราะการยึดติดอีลีเมนต์ของทั้งสองแบบต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย อีลีเมนต์ไม่สัมผัสบูม (หมายถึงใช้ฉนวนคั่น) มีข้อดีคือ ความยาวทางไฟฟ้าของอีลีเมนต์ไม่ขึ้นกับเส้นผ่านศูนย์กลางของบูมแต่มีข้อแย้งเหมือนกันว่าฉนวนนั้นอาจเสื่อมสภาพเนื่องจากอายุ และเนื่องจากตากแดดตากฝน จึงอาจทำให้มีปัญหาในอนาคตได้ ส่วนการยึดอีลีเมนต์โดยให้สัมผัสกับบูมโดยตรงหรือเสียบเข้าตัวบูมเป็นเทคนิคที่ใช้กันมานาน วิธีนี้มีข้อดีคือลดปัญหาการสะสมไฟฟ้าสถิตในตัวอีลีเมนต์ เพราะสัมผัสกับตัวบูม และยึดง่าย ข้อเสียอยู่ที่ถ้ายึดไม่แน่นดีพอ ในระยรยาวอาจหลวมทำให้คุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป และอาจเกิดการสึกหรอหรือขึ้นสนิมได้ถ้ามีการสัมผัสกันระหว่างโลหะต่างชนิดกัน ทางแก้ไขที่ถาวรหน่อย คือใช้วิธีเชื่อมอีลีเมนต์เข้ากับตัวบูมเลย นอกจากนั้น การสัมผัสหรือเสียบเข้าตัวบูมทำให้ความยาวทางไฟฟ้าขึ้นกับเส้นผ่านศูนย์กลางของบูมด้วย กล่าวคือความยาวของอีลีเมนต์ต้องยาวขึ้นกว่าแบบไม่สัมผัสตัวบูม มีบางเสียงเล่าลือกันว่าสายอากาศที่อีลีเมนต์ไม่สัมผัสบูมจะมีค่า SWR เปลี่ยนไปเมื่อฝนตก แต่จากผลการทดสอบโดยลองเทน้ำลงบนสายอากาศยากิ 2 ต้น ที่ออกแบบมาวิธีเดียวกัน ต้นหนึ่งให้อีลีเมนต์สัมผัสบูม อีกต้นหนึ่งให้อีลีเมนต์ไม่สัมผัสบูม ผลปรากฎว่าความยาวทางไฟฟ้าเปลี่ยนไปพอๆ กัน ซึ่งมีผลให้ความถี่เรโซแนนซ์เปลี่ยน SWR เปลี่ยนไป รวมถึงคุณสมบัติอื่นๆ ด้านการแพร่กระจายคลื่นและด้านไฟฟ้า สาเหตุหลักที่ทำให้พฤติกรรมของยากิเปลี่ยนไปในระหว่างฝนตก คือ การทำงานของยากินั้นไวต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของอีลีเมนต์ เมื่อมีน้ำหรือน้ำแข็งมาเกาะที่ตัวอีลีเมนต์ ความยาวทางไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปยิ่งเป็นสายอากาศที่มีอัตราขยายสูงมาก และยิ่งทำงานใกล้ขอบเขตของแถบความถี่เท่าไรก้ยิ่งพบการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
   
7. แกมม่าแมตซ์เป็นวิธีแมตซ์สายอากาศยากิที่ดีที่สุด เพราะปรับแต่ง SWR ได้ง่าย และ ให้ผลการทำงานที่ดี ?
  ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง
  แม้แกมม่าแมตซ์ (Gamma match) จะให้ผลการใช้งานทั่วไปอยู่ในขั้นดีแต่เนื่องจากเป็นการแมตซ์แบบไม่สมดุล (unbalance) จึงทำให้กระแสที่ไหลในดริเว่นอีลีเมนต์ทั้ง 2 ซีกของบูมอาจไม่เท่ากัน สิ่งนี้อาจทำให้การแพร่กระจายคลื่นเอียงไปเล็กน้อยได้ เช่น ทิศที่ให้อัตราขยายสูงสุดอาจเบี่ยงจากแนวแกนบูมไปประมาณหลายองศา (อย่งไรก็ตาม มีผู้แก้ปัญหาได้โดยให้ความยาวของดริเว่นอีลีเมนต์ทั้ง 2 ซีกของบูมไม่เท่ากัน) นอกจากนั้น ยังทำให้มีกระแสไหลที่ผิวนอกของสายชีลด์ของสายนำสัญญาณจึงมีการแพร่กระจายคลื่นออกจากสายชีลด์ด้วย และมีผลทำให้ค่า SWR และรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศเปลี่ยนไปขณะที่ขยับสายนำสัญญาณไปอยู่ที่ตำแหน่งอื่น ยิ่งความถี่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านความถี่ตั้งแต่ UHF ขึ้นไป ขนาดของแกมม่าร็อดยังอาจใหญ่เกินความพอเหมาะไปหน่อย ในทางปฏิบัติ การแมตช์โดยใช้ทีแมตช์ (T match) ควบคู่กับบาลันในตัวจะให้ผลการทำงานที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะต้องนำเอาสายอากาศมาสแต็กกันเพราะเป็นการแมตช์แบบสมดุล ปรับแต่ง SWR ง่าย มีการสูญเสียสัญญาณต่ำ (โดยการใช้แบบที่ไม่ใช้ตัวเก็บประจุ และออกแบบฮาล์ฟเวฟบาลันให้ดี) และไม่มีปัญหาเรื่องการแพร่กระจายคลื่นออกจากสายนำสัญญาณ ดังนั้น สายอากาศยากิที่ต้องการคุณภาพสูงรุ่นใหม่ๆ ในระยะหลังเกือบทั้งหมดจึงหันมาใช้รีแมตช์กัน
   
8. ทุกครั้งที่นำสายอากาศมาสแต็กกันให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จะได้อัตราขยายเพิ่มขึ้น 3 dB?
  ข้อความนี้เป็นจริงเฉพาะในทางทฤษฎ
  ประการแรก การพยายามสแต็กให้ได้อัตราขยายสูงที่สุดใกล้เคียง 3 dB นั้นมักจะทำให้เกิดลำคลื่นด้านข้าง (side lobe) ขึ้นมาสูงมากด้วย ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงมักจะให้ระยะสแต็กแคบลงเล็กน้อยเพื่อให้ลำคลื่นด้านข้างไม่สูงมากเกินไปนัก แต่สิ่งนี้ก็มีผลให้ได้อัตราขยายน้อยกว่า 3 dB อยู่บ้าง (มักจะอยู่ในช่วงระหว่าง 2 ถึง 2.8 dB)
ประการที่สอง มีการสูญเสียสัญญาณในขั้วต่อสายและในสายนำสัญญาณซึ่งใช้ในการสแต็กนั้น การสูญเสียนี้บางครั้งอาจมีค่าสูงถึงประมาณ 0.5 dB! ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่าใช้สายอากาศยากิที่ยาวมากหน่อย และใช้จำนวนสายนำสัญญาณน้อยเส้น จะดีกว่าใช้สายอากาศหลายต้นที่มีขนาดเล็กและใช้สายนำสัญญาณมากเส้น
ด้วยเหตุผลข้างต้นในทางปฏิบัติจึงคาดว่าการเพิ่มจำนวนของสายอากาศเพิ่มขึ้นเท่าตัวโดยการสแต็กนั้น คงเพิ่มอัตราขยายจากเดิมได้ประมาณไม่เกิน 2.5 dB ผลการวิเคราะห์หาอิมพิแดนซ์ของโฟลเดดไดโพลเมื่อติดข้างเสากลางที่เป็นท่อโลหะกลม สายอากาศโฟลเดดไดโพล (folded dipole) หรือที่บางทีเรียกว่าสายอากาศไดโพลแบบห่วง เป็นสายอากาศที่ได้รับความนิยมนำมาสแต็กหลายๆ ตัวข้างเสากลางเพื่อใช้งานในความถี่ย่าน VHF และ UHF การวิจัยพัฒนาสายอากาศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำโดยบริษัทผู้ผลิต และข้อมูลทางเทคนิคก็ไม่เคยปล่อยหลุดออกมาภายนอกเลย ผลการวิจัยที่ออกมาจึงมักจะออกมาจากสถาบันการศึกษา แต่ก็มีไม่มากนัก